
จาก สถานการณ์ตอนนี้จะเห็นได้ว่ามีโรคต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ต้องรักษาความสะอาดและป้องกันโรคให้ดี เพราะอาจได้รับพาหะของเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว สังเกตง่ายๆ ว่าตัวเองและคนรอบข้างเข้าข่ายพฤติกรรมเสี่ยง 6 กลุ่มนี้หรือไม่
เริ่มที่ "กลุ่มล้างแต่ไม่เช็ด" (Wet Hands Harry) กลุ่ม นี้เรียกว่าเป็นผู้ประสงค์ดี แต่แพร่เชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว เพราะเป็นกลุ่มที่รู้จักล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะแต่ไม่ยอมเช็ดมือให้แห้ง จะทำให้กลายเป็นแหล่งเชื้อโรค เพราะความเปียกชื้น
"กลุ่มไม่เปลืองสบู่" (Soapless Sue) กลุ่มนี้จะขี้เกียจ แค่พรมน้ำบนมือแต่ไม่ถูสบู่ เพราะคิดว่าเพียงพอต่อการกำจัดเชื้อโรคไปจากมือแล้ว
"กลุ่มกางเกงสารพัดประโยชน์" (Trousers) กลุ่มนี้เป็นพวกมักง่าย หลังล้างมือแล้วไม่ยอมใช้กระดาษทิชชูเช็ดมือ แต่กลับเอามือเปียกๆ มาเช็ดกางเกงตัวเอง
"กลุ่มบีซี่ไม่มีเวลา" (Flat Chat Pat) กลุ่มนี้มีความมั่นใจเกินร้อย ทำให้เวลาเข้าห้องน้ำเสร็จต้องรีบออกอย่างรีบด่วน ส่งผลให้ล้างมือแบบลวกๆ
"กลุ่มเพื่อนแท้ของเชื้อโรค" (Nev) กลุ่มนี้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคมากที่สุด เนื่องจากนิสัยที่ไม่เคยล้างมือและเช็ดมือเลยหลังออกจากห้องน้ำ
สุดท้าย "กลุ่มต้องการไออุ่น" (Blower Boy) กลุ่มนี้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ชอบเครื่องเป่าลมเป่ามือให้แห้งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกสุขอนามัย
นาย คีธ เรดเวย์ นักวิชาการอาวุโสภาควิชาชีววิทยาการแพทย์ มหราวิทยาลัยเวสมินสเตอร์ แนะเคล็ดลับการล้างมือที่ถูกสุขอนามัยว่า ให้ล้างมือด้วยน้ำสะอาด กดสบู่ให้พอดีต่อการล้าง และเริ่มล้างตั้งแต่มือ แขนไปจนถึงข้อศอก ใช้มือแต่ละข้างถูบริเวณหลังมือของอีกข้างหนึ่ง แล้วถูฝ่ามือทั้งสองข้างขัดสิ่งสกปรกบริเวณซอกเล็บ ข้อนิ้วและง่ามนิ้ว ล้างสบู่ออกด้วยน้ำสะอาด และเช็ดมือให้แห้งด้วยการใช้กระดาษเช็ดมือเพื่อสุขอนามัย
เริ่มดูแลตัวเองก่อน ป้องกันการแพร่เชื้อโรคได้ดี จาก สถานการณ์ตอนนี้จะเห็นได้ว่ามีโรคต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ต้องรักษาความสะอาดและป้องกันโรคให้ดี เพราะอาจได้รับพาหะของเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว สังเกตง่ายๆ ว่าตัวเองและคนรอบข้างเข้าข่ายพฤติกรรมเสี่ยง 6 กลุ่มนี้หรือไม่
เริ่มที่ "กลุ่มล้างแต่ไม่เช็ด" (Wet Hands Harry) กลุ่ม นี้เรียกว่าเป็นผู้ประสงค์ดี แต่แพร่เชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว เพราะเป็นกลุ่มที่รู้จักล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะแต่ไม่ยอมเช็ดมือให้แห้ง จะทำให้กลายเป็นแหล่งเชื้อโรค เพราะความเปียกชื้น
"กลุ่มไม่เปลืองสบู่" (Soapless Sue) กลุ่มนี้จะขี้เกียจ แค่พรมน้ำบนมือแต่ไม่ถูสบู่ เพราะคิดว่าเพียงพอต่อการกำจัดเชื้อโรคไปจากมือแล้ว
"กลุ่มกางเกงสารพัดประโยชน์" (Trousers) กลุ่มนี้เป็นพวกมักง่าย หลังล้างมือแล้วไม่ยอมใช้กระดาษทิชชูเช็ดมือ แต่กลับเอามือเปียกๆ มาเช็ดกางเกงตัวเอง
"กลุ่มบีซี่ไม่มีเวลา" (Flat Chat Pat) กลุ่มนี้มีความมั่นใจเกินร้อย ทำให้เวลาเข้าห้องน้ำเสร็จต้องรีบออกอย่างรีบด่วน ส่งผลให้ล้างมือแบบลวกๆ
"กลุ่มเพื่อนแท้ของเชื้อโรค" (Nev) กลุ่มนี้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคมากที่สุด เนื่องจากนิสัยที่ไม่เคยล้างมือและเช็ดมือเลยหลังออกจากห้องน้ำ
สุดท้าย "กลุ่มต้องการไออุ่น" (Blower Boy) กลุ่มนี้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ชอบเครื่องเป่าลมเป่ามือให้แห้งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกสุขอนามัย
นาย คีธ เรดเวย์ นักวิชาการอาวุโสภาควิชาชีววิทยาการแพทย์ มหราวิทยาลัยเวสมินสเตอร์ แนะ เคล็ดลับการล้างมือที่ถูกสุขอนามัยว่า ให้ล้างมือด้วยน้ำสะอาด กดสบู่ให้พอดีต่อการล้าง และเริ่มล้างตั้งแต่มือ แขนไปจนถึงข้อศอก ใช้มือแต่ละข้างถูบริเวณหลังมือของอีกข้างหนึ่ง แล้วถูฝ่ามือทั้งสองข้างขัดสิ่งสกปรกบริเวณซอกเล็บ ข้อนิ้วและง่ามนิ้ว ล้างสบู่ออกด้วยน้ำสะอาด และเช็ดมือให้แห้งด้วยการใช้กระดาษเช็ดมือเพื่อสุขอนามัย
เริ่มดูแลตัวเองก่อน ป้องกันการแพร่เชื้อโรคได้ดี
ที่มา jojo7000.com

Positive Thinking
*ในสิ่งเดียวกันเราสามารถมองได้ 2 แบบ ทั้งทางลบและทางบวก
... เรานำกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง จุดสีดำลงที่กลางกระดาษ ลองถามเพื่อนสิครับว่า เห็นอะไรในกระดาษบ้าง ส่วนใหญ่จะบอกว่าเห็นจุดสีดำ ทั้งที่ “จุดดำ” นั้นเป็นจุดเล็กๆ นิดเดียวบนกระดาษขาว มีน้อยคนที่จะตอบว่า เห็นกระดาษสีขาว ทั้งที่สีขาวมีเนื้อที่มากกว่าจุดสีดำหลายร้อยเท่า
*แก้วน้ำใบหนึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว คนหนึ่งเห็นบอกว่ามีน้ำ “แค่” ครึ่งแก้ว อีกคนบอกว่ามีน้ำ “ตั้ง” ครึ่งแก้ว
*บริษัท รองเท้าในอิตาลี 2 แห่งส่งเซลล์แมนไปเกาะแห่งหนึ่ง คนบนเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย เซลล์แมนคนแรกบอกเจ้านายว่า “นายครับ ไม่ต้องมาอีกแล้วครับ คนในเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย” เซลล์แมนคนที่สองบอกเจ้านายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “นายครับ โอกาสขายมีมากเลยครับ เพราะคนในเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย”
... คนหนึ่งเห็น “ปัญหา” คนหนึ่งเห็น “โอกาส”
*โคโนสุเกะ มัตสึชิตะ แห่งพานาโซนิคเคยกล่าวไว้ว่า “การเล็งเห็นแต่สิ่งไม่ดี และคิดในเชิงลบ ไม่อาจแก้ปัญหาต่างๆ ได้”
... ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไร้ข้อบกพร่อง แต่ละคนมีทั้งข้อดี และข้อเสีย แต่ละคนมีทั้งความแข็งแกร่ง และอ่อนแอ
คำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมถึงไม่ใช้ “จุดแข็ง” ของเขาให้เป็นประโยชน์ ทำไมมุ่งตำหนิติเตียนต่อ “ความผิดพลาด” ต่างๆ ของเขาเป็นด้านหลัก
หลาย ปีที่ล่วงมา ผมพบเห็นนักธุรกิจผู้มีความสามารถพิเศษหลายคนล้มเหลวในการเป็นผู้จัดการ เพราะเขากระทำต่อพนักงานราวกับเป็นความบกพร่องมากกว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่า ขององค์กร
ไอน์สไตน์
*วาทะของ “ไอน์สไตน์” ในเรื่องต่างๆ หลายแง่มุม มีหลายประโยคที่อ่านแล้วยิ้ม
อย่างเช่น “ข้าพเจ้าไม่เคยกังวลเกี่ยวกับอนาคตเลย เพราะมันมาถึงเร็วพออยู่แล้ว”
*ทฤษฎี สัมพันธภาพนั้นถือเป็นการปฏิวัติวงการฟิสิกส์โลก เป็นทฤษฎีที่โด่งดัง แต่ยากจะเข้าใจ แต่ “ไอน์สไตน์” กลับอธิบายทฤษฎีที่ยากแสนยากด้วยประโยคสั้นๆ ให้เลขานุการของเขาฟัง
“หนึ่งชั่วโมงที่นั่งกับสาวสวยบนม้านั่งในสวนผ่านไปเหมือน 1 นาที แต่ 1 นาทีที่นั่งบนเตาร้อนๆ ดูเหมือน 1 ชั่วโมง”
*“ไอน์สไตน์” นั้นเป็นคนถ่อมตัว เวลาคนฉลาดถ่อมตัวนั้นดูน่ารัก
วัน หนึ่งมีคนจะไปปรึกษา “ไอน์สไตน์” เกี่ยวกับทฤษฎีบางอย่างที่เขาติดขัดอยู่ ใครไปคุยกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกถ้าไม่สั่นก็เกินไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์หน้าใหม่ก็เหมือนกัน เขาอธิบายแนวคิดและเขียนสมการบนกระดาษด้วยอาการตื่นเต้น แต่พอเขาขยับมือ “ไอน์สไตน์” ก็บอกว่า “เขียนช้าๆ หน่อยนะ ฉันเป็นคนเข้าใจอะไรไม่เร็วนัก”
*“ไอ น์สไตน์” ยังเป็นคนเชื่อมั่นในพลังแห่งจินตนาการ เขาบอกว่า “จินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้ เพราะความรู้นั้นจำกัด แต่จินตนาการนั้นอยู่ล้อมรอบโลก”
*ประโยคเสียดสีของนักวิทยาศาสตร์ของโลก... “ข้าพเจ้ารอดตายมาจากสงคราม 2 ครั้ง ภรรยา 2 คน และฮิตเลอร์”
ไม่แน่ใจว่า “ไอน์สไตน์” หมายความว่า ภรรยา 2 คนของเขานั้นน่ากลัวเทียบเคียงกับสงครามและฮิตเลอร์
หรือว่าสิ่งที่น่ากลัวในชีวิตของเขาคือฮิตเลอร์ สงคราม 2 ครั้ง และการมีภรรยาพร้อมกัน 2 คน !!!
ความล้มเหลว
*“บิล เกตต์” ชอบจ้างผู้ประกอบการที่เคยล้มเหลวมาก่อนมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของ “ไมโครซอฟท์”
เหตุผล ง่ายๆ ก็คือ มีแต่ผู้ที่เคยล้มเหลวเท่านั้นที่รู้ดีว่าเส้นทางของความล้มเหลวมีรูปร่าง หน้าตาอย่างไร และความล้มเหลวนั้นเจ็บปวดเพียงใด
ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว จะทำให้เขาไม่นำพาองค์กรไปเส้นทางนี้อีก
*... คนที่รบชนะติดต่อกัน 100 ครั้ง การรบครั้งที่ 101 จะอันตรายที่สุด...
*“โธมัส อัลวา เอดิสัน” นักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟคนแรก ... ครั้งหนึ่งผู้ช่วยของเขา บ่นกับเขาว่า “เราทำการทดลองเรื่องนี้มา 700 ครั้งแล้ว เรายังไม่พบอะไรเลย”
“เอ ดิสัน” หัวเราะ แล้วบอกว่า “เราไม่ได้ล้มเหลว แต่เราได้เรียนรู้อะไรต่างๆ เพิ่มมากขึ้น... อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เราเรียนรู้แล้วว่ามี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ”
*บางครั้งความล้มเหลว ก็กลายเป็นความสำเร็จได้… “โคลัมบัส” ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นคนล้มเหลวที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
เพราะเป้าหมายแท้จริง “โคลัมบัส” ตั้งใจจะไปอินเดีย !!!
แม้ “ทุกข์” ยัง “สุข”
*คนเราส่วนใหญ่ที่มี “ความทุกข์” เพราะเราชอบเปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่า
ทำไมรวยไม่เท่าคนนี้
ทำไมสวยสู้คนนี้ไม่ได้
ทำไมเพื่อนคนนี้ได้งานดีกว่าเรา ฯลฯ
เพราะเลือกที่จะเปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่า ความรู้สึกต่ำต้อยจึงเกาะกุมใจ
แต่ ถ้าทุกครั้งในชีวิตเมื่อมี “ความทุกข์” มาประจันหน้า เรามองมันอย่างเข้าใจ และเทียบกับคนที่ทุกข์กว่า เราจะรู้สึกว่าความทุกข์ของเราเล็กน้อยเหลือเกิน
หากวันนี้ใครมี “ความทุกข์” ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ “เอดส์ไดอารี่” เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่เป็นเอดส์ในช่วงวัยที่กำลังสดใส เธอเผชิญหน้ากับ “ความตาย” ที่รออยู่เบื้องหน้าด้วยความเข้าใจ สร้างมุมมองใหม่ให้กับชีวิต เป็นมุมมองที่ไม่ทุกข์
เขาใหญ่ - เราเล็ก
*ความยิ่งใหญ่ของ “ป่า” ทำให้มนุษย์ตระหนักว่าเราเป็นเพียงผู้อาศัย มิใช่ “เจ้าของ” โลกใบนี้ ...
โลกในป่าหมุนช้ากว่าโลกในเมือง ความช้าทำให้เราพิถีพิถันกับทุกสิ่งมากขึ้น
โลกแห่งป่าทำให้เรามีเวลามองและสังเกต คิดและสรุป ป่าตะโกนสอนธรรมะเราอยู่ตลอดเวลา
*ใน “ป่า” ก็มีอารมณ์ขัน... ทุกวันที่วนเวียนอยู่ในเขาใหญ่ เราจะเจอกับเจ้าลิงน้อยเป็นประจำ คงเป็นเพราะมีคนมาให้อาหารมันเป็นประจำ ทำให้ “เจี๊ยกน้อย” เรียนรู้การนั่งรอรับผลไม้จากคน เสียสัญชาตญาณสัตว์ป่าหมดเลย
บางตัวเรียบร้อยหน่อยก็นั่งเฉยๆ แต่บางตัวก็ทะลึ่งหันก้นให้
“หนูรู้แล้วว่าทำไมลิงชอบกินผลไม้” เด็กน้อยที่ร่วมขบวนทะลุกลางป้องขึ้นมา
“ทำไมล่ะ” ผมถาม
“เพราะลิงท้องผูก” เป็นคำเฉลยที่ทะแม่งพิกล
“รู้ได้ไงว่าลิงท้องผูก” ผมยังสงสัย
“ดูสิคะ ก้นแดงทุกตัวเลย มันคงอึไม่ออก พ่อแม่เลยสอนให้กินผลไม้เยอะๆ”
คมคิด “คนดัง”
*แจ๊ก เวลซ์ : “จงเปลี่ยนแปลง ก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง”
*เทียม โชควัฒนา : “ใครทำดีกับเราให้จำ แต่ทำดีกับใครให้ลืม”
*บิล เกตส์ : “จงอย่าเปลี่ยนใจกลับไปกลับมา แต่จงใช้เวลาและคิดให้ดีเพื่อตัดสินใจให้เด็ดขาด โดยไม่ต้องย้อนคิดถึงเรื่องเดิมหากไม่จำเป็น”
*แจ๊ก เวลซ์ : “การลงโทษในความล้มเหลว จะทำให้ไม่มีใครกล้าทำสิ่งใด”
*อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยบอกว่าปรัชญาของทีมแมนยูฯ นั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง
“จงยิงประตูมากกว่าคู่แข่ง 1 ประตู”
วัฒนธรรม
*ฝรั่ง คนหนึ่งไปทานข้าวกับเพื่อนชาวจีน เขาเห็นเพื่อนคนจีนกินไก่แล้วคายกระดูกออกมาไว้ข้างจาน ในขณะที่ตัวเองเขี่ยกระดูกไก่ไว้ในจานตัวเอง
แม้จะรู้สึกสกปรก แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากกับเพื่อน ทุกครั้งที่กินข้าวด้วยกัน ฝรั่งคนนี้จะเก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนชาวจีนกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
“ขอโทษนะเพื่อน ถ้าสิ่งที่เราถามทำให้เพื่อนไม่พอใจ” เขาทำท่าเกรงใจ
“ถามจริงๆ เถอะ เวลาทานอาหารแล้วเอาเศษอาหารหรือกระดูกไว้ในจาน เพื่อนไม่รู้สึกว่าสกปรกบ้างหรือ”
ฝรั่ง ฟังแล้วยิ้ม นึกขำในใจ ขณะที่เขารู้สึกว่าการคายกระดูกไว้ข้างจานสกปรก เพื่อนชาวจีนก็รู้สึกเหมือนกันว่า การทิ้งกระดูกไว้ในจานสกปรก
ความสุข “วันนี้”
*หนังสือของพระไพศาล วิสาโล มีตอนหนึ่งท่านเล่าเรื่อง “นักธุรกิจพันล้าน” คุยกับ “ชาวประมง”
นักธุรกิจเจอชาวประมงคนหนึ่ง นอนเอกเขนกอยู่ข้างเรือจึงพูดขึ้น
“ทำไมลุงไม่ออกไปจับปลาล่ะ”
“ผมจับได้มากพอแล้ว” ชาวประมงตอบ
“แล้วทำไมไม่ไปจับให้มากขึ้นล่ะ”
“จับมากๆ ทำไมกัน” เขาสงสัย
“จับมากๆ จะได้มีเงินไปซื้อเครื่องยนต์ติดเรือไปจับปลาในทะเลลึกๆ ได้”
“เพื่ออะไร”
“เพื่อลุงจะได้มีเงินมากขึ้น และซื้อเรือเพิ่มขึ้นจนเป็นกองเรือประมงเลย”
“มีทำไมกองเรือประมง” ลุงถามต่อแบบงงๆ
“อ้าว ลุงจะได้เป็นเศรษฐี นั่งเล่นนอนเล่น ไม่ต้องทำอะไรน่ะสิ” นักธุรกิจอธิบาย
ชาวประมงฟังแล้วก็หัวเราะ “นั่งเล่นนอนเล่น... “ เขาทวนคำ
มองโลกง่ายง่าย สบายดี
*ผม ไม่แปลกใจที่โลกใบนี้จะมีมหาเศรษฐีจำนวนมากหน้าตาขยุกขยุย ไม่รู้จักรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่อีกมุมหนึ่ง คนเก็บขยะหัวเราะเสียงดัง
คนส่วนใหญ่ที่ทุกข์ระทมเพราะแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ มักเชื่อว่าเพราะปัญหามันยิ่งใหญ่เกินแก้ไข
โดยลืมไปว่าต้นเหตุแท้จริงคือเราตั้งโจทย์อย่างไรให้กับตัวเราเอง
โจทย์ที่เรารู้สึกว่ามันแก้ไม่ได้
บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราแก้โจทย์ไม่ถูกต้อง
แต่เป็นเพราะเราตั้งโจทย์ให้กับชีวิตตนเองยากเกินไป
ลองหัดตั้งโจทย์ง่ายๆ ให้กับชีวิตบ้าง บางที “ความสุข” อาจไม่ไกลเกินไขว่คว้า
โจทย์ยากก็เหมือน “กางเกงยีนส์” โจทย์ง่ายก็เหมือน “กางเกงวอร์ม”
“กางเกงวอร์ม” ถอดง่ายกว่า “กางเกงยีนส์”
ที่มา jojo7000.com

5 พฤติกรรมทำร้ายดวงตา
กิจวัตร หลายอย่างในชีวิตการทำงานของเวิร์กกิ้งมัมอย่างเรา ทำร้ายสุขภาพดวงตาอย่างไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่สน ดวงตาเลยต้องรับศึกหนัก จนวันหนึ่งมีปัญหาเกิดขึ้นนั่นแหละ ถึงหันกลับมาพิจารณาสิ่งที่ทำ แล้วค่อยๆ ปรับพฤติกรรม หยุดทำร้ายดวงตาของเรากันเถอะค่ะ
พฤติกรรม 1 No แว่นกันแดด
สังเกตว่า ยุคนี้ผู้หญิงเราขับรถเองแทบทั้งนั้น แต่สิ่งที่หญิงสาวเช่นเราห่วงกันมากคือผิวสวยๆ จะถูกแสงแดดทำลาย ตอนไปทำงานก็มัวแต่แต่งหน้าในรถ จนลืมปกป้องดวงตา ทราบไหมว่าแสงที่ตกกระทบบนพื้นผิวอย่างน้ำ กระจก หรือโลหะ ที่พบได้ตลอดเส้นทาง เป็นอันตรายต่อสายตาได้ แต่ถึงอย่างนั้น สาวๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมสวมแว่นกันแดดขณะขับรถ หรือใช้แว่นกันแดดแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งยิ่งส่งผลเสียต่อดวงตาเข้าไปใหญ่
Advice
แว่น ตากันแดดเก๋ๆ ควรมีติดรถไว้ ขับรถเมื่อไหร่ หยิบขึ้นมาใส่ทันที ไม่ขับรถก็ใส่ได้เหมือนกันค่ะ เพียงแต่แว่นกันแดดที่ว่าก็ควรเป็นแว่นที่สามารถกรองรังสียูวีได้จริง เช็กจากฉลากที่ด้านข้างของแว่น เพื่อให้แน่ใจว่า เป็นแว่นที่กรองแสง UVA และ UVB ได้ 100% โดยเลนส์สีชาและสีเทาเหมาะกับการใช้งานทั่วไปมากที่สุด
พฤติกรรม 2 ติดจอ
การที่ต้องนั่งจับจ้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นกิจวัตร ก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เรื่องนี้มีการพูดถึงกันบ่อย จะว่าไปอาจจะหลีกเลี่ยงกันยากสักนิด เพราะคอมพิวเตอร์ถือเป็นอุปกรณ์จำเป็นของเกือบทุกองค์กร เจ้าอุปกรณ์ที่ว่าจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ และด้วยรูปแบบการทำงานลักษณะ “ติดจอ” ที่มักจะอยู่หน้าจอกันเป็นหลัก ทำให้สาวๆ เกิดอาการตาล้า ตาแห้ง ตาแดง และระคายเคือง ยิ่งอยู่ในห้องปรับอากาศด้วยแล้ว ตายิ่งแห้งไปกันใหญ่ อาจเกิดอาการปวดตา ปวดหัว เป็นหนักเข้าก็อาจทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมก็ได้
Advice
- วางคอมพิวเตอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสม หน้าจอควรอยู่ห่างจากตัวเราประมาณ 50-70 ซม. โดยให้ระดับจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4-9 นิ้ว
- พยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ลุกขึ้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อ อย่ามัวแต่ทำตัวติดจอ ไม่ว่าจะเป็นทีวีหรือคอมพิวเตอร์ก็ตาม เป็นการพักสายตาที่ได้ผลอีกวิธี
- หากตาเริ่มแห้ง เนื่องจากเพ่งมองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ให้กะพริบตาถี่ๆ อาจใช้น้ำตาเทียมหยอดเพิ่มความชุ่มชื้น และควรดื่มน้ำมากๆ ก็ลดอาการตาแห้งได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
พฤติกรรม 3 คอนแทคเลนส์ใช้ผิด
เดี๋ยวนี้สาวสายตาสั้นมีตัวช่วยให้ดูดีขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ คอนแทคเลนส์ หลายคนโยนแว่นตาทิ้งไป หันมาใส่แบบนี้เพื่อเสริมบุคลิก หากใช้อย่างถูกวิธีก็คงไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่ที่พบก็คือ มักใส่จนเกินวันหมดอายุตามที่ระบุอยู่บนผลิตภัณฑ์ และทั้งที่อยู่ใกล้ตามากๆ แต่ก็ยังไม่รักษาความสะอาดให้ดี กลับถึงบ้านแล้วไม่ถอดเลนส์ออก เข้านอนทั้งอย่างนั้นก็เยอะค่ะ เลยกลายเป็นขาประจำของโรคตาติดเชื้อไป บางคนเป็นเรื้อรังหนักเข้าอาจถึงขั้นตาบอดได้เลยทีเดียว
Advice
- ใช้และรักษาความสะอาดคอนแทคเลนส์ตามคำแนะนำข้างกล่องอย่างเคร่งครัด
- ซื้อคอนแทคแลนส์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเลือกที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน คุณภาพแล้ว
พฤติกรรม 4 ลองเครื่องสำอางตามเคาน์เตอร์
ได้ยินคำเตือนกันอยู่บ่อยๆ ถึงการลองสินค้าตัวอย่างตามเคาท์เตอร์เครื่องสำอาง โดยเฉพาะสินค้าจำพวกอายแชโดว์ ที่อาจทำให้ตาของคุณติดเชื้อจากคนที่ลองสินค้านี้ก่อนหน้า สิ่งที่ตามมาก็อาจเป็นการอักเสบจากการติดเชื้อนั่นแหละ คุ้มแล้วเหรอกับการประหยัดด้วยวิธีนี้
Advice
- ไม่ลองเครื่องสำอางโดยตรงกับดวงตา แต่ลองสีกับบริเวณท้องแขนแทน
- ควรใช้อุปกรณ์อย่างพู่กัน คัตตอนบัด ในการแต่งหน้า เพื่อลดการติดเชื้อ และป้องกันการปนเปื้อนจนเครื่องสำอางเสียก่อนเวลาอันควร
- เครื่องสำอางเป็นของใช้ส่วนตัวที่ต้องสัมผัสกับผิวของเราโดยตรง ไม่ควรใช้ปะปนกับผู้อื่นโดยไม่จำเป็น
พฤติกรรม 5 ใช้สายตามาราธอน
ดูทีวี หรืออ่านหนังสือแบบไม่มีลิมิต แทบไม่ได้พักสายตาเลย แบบนี้มีผลเสียแน่นอน เพราะอวัยวะสำคัญต้องทำงานหนักอยู่ตลอด ยิ่งหากมีการเพ่งจ้องเป็นเวลานานด้วยแล้ว คุณอาจเกิดอาการปวดตาเอาง่ายๆ
Advice
- ปรับแสงสว่างของห้องให้เหมาะสม ไม่ให้มีแสงสว่างน้อยจนต้องเพ่ง หรือมากจนรบกวนการการทำงานของดวงตา อาจใช้ผ้าม่านแบบบางเพื่อกรองแสงบางส่วนไว้ ไม่ให้เข้าตาโดยตรง
- พักสายตาทุกๆ ชั่วโมง เมื่อดวงตาอ่อนล้า อาจจะหลับตา หรือมองไปไกลๆ เพื่อให้สายตาได้พักผ่อน หาต้นไม่สีเขียวต้นเล็กๆ มาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน สีเขียวช่วยให้ดวงตาได้ผ่อนคลาย
ดูแลใส่ใจ ก่อนดวงตาคู่สวยจะถูกทำร้ายมากไปกว่านี้ดีกว่าค่ะ
วิธีถนอมดวงตาแบบง่ายๆ
- หลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกขยี้หรือเช็ดตา
- บริหารดวงตาด้วยการกรอกลูกตาวนตามเข็มนาฬิกาเป็นวงกลม แล้วกรอกทวนเข็มนาฬิกา ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง วิธีนี้ใช้ได้ทุกครั้งเมื่อตาเกิดอาการเมื่อยล้า
- กินผักและผลไม้สดที่มีส่วนประกอบของวิตามินเอ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนประกอบของลูทีน จำพวกผักใบเขียว แครอท ผักโขม ฟักทอง ควบคู่ไปกับอาหารที่มีส่วนประกอบของโอเมกา 3 เพื่อบำรุงสายตา และทำให้การทำงานของตามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ที่มา jojo7000.com