แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ซอสปรุงรส





เอาล่ะครับ! ก็ดูฉลากกันเสียเลย เลขทะเบียนของผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสส่วนใหญ่มีอักษรย่อ “ฉผซ” พระราชบัญญัติอาหาร พุทธศักราช 2522 ไม่ได้กำหนดผลิตภัณฑ์นี้เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ แต่เป็นอาหารประเภทที่ต้องแสดงมีฉลาก จึงมีอักษร “ฉผ” นำหน้า ส่วนอักษร “ซ” หมายถึง ซอสซึ่งจัดอยู่ในประเภทซอสที่ทำจากถั่วชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังพบว่า บางยี่ห้อมีอักษร “ฉสซ” ซึ่งแสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศ

กรรมวิธีการผลิตซอสปรุงรส

คำว่า “ซอสปรุงรส” นี้น่าจะเป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อใช้แทนคำว่า “ซีอิ๊วเคมี” ซอสปรุงรสเริ่มเข้ามามีบทบาทบนโต๊ะอาหารของคนไทยครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน ในชื่อการค้าว่า “แม็กกี้” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากยุโรป วัตถุประสงค์ของการผลิตซอสปรุงรส คือ เพื่อลดระยะเวลาในการผลิตซีอิ๊ว ซึ่งโดยทั่วไปต้องใช้เวลาในการหมักนานกว่าซีอิ๊วเคมีมาก วิธีการผลิตเริ่มต้นจากการย่อยโปรตีน ซึ่งโดยทั่วไป ก็คือ กากถั่วเหลืองหรือถั่วเหลืองที่สกัดน้ำมันออกมาแล้ว หรืออาจเป็นโปรตีนจากเมล็ดพืชอื่น หรือโปรตีนจากสัตว์ เช่น เคซีน (casein) หรือโปรตีนนม โปรตีนจะถูกย่อยในกรดเข้มข้นซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า acid hydrolysis

หลังจากนั้นจึงปรับให้หมดสภาพกรดด้วยการ เติมด่าง ซึ่งปกตินิยมใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เมื่อด่างทำปฏิกิริยากับกรดที่ใช้ย่อย จะทำให้เกิดเกลือ (NaCl) ขึ้นได้ สารอาหารหลักๆ ที่ถูกย่อยโดยกรด คือ แป้งและโปรตีน แป้งที่ถูกย่อยก็กลายเป็นน้ำตาล ส่วนโปรตีนก็จะถูกย่อยกลายเป็นกรดอะมิโน กรดอะมิโนชนิดที่เป็นยอดปรารถนาของการผลิตสินค้าชนิดนี้และรวมถึงการหมัก ซีอิ๊วแบบดั้งเดิมก็คือ กรดกลูตามิก ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังสงสัยอยู่ แต่เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักเกลือของกรดกลูตามิกที่ชื่อ โมโนโซเดียมกลูตาเมตหรือเอ็มเอสจี ก็คือ ผงชูรส นั่นเอง ซึ่งในกระบวนการผลิตซอสปรุงรสจะมีผงชูรสเกิดขึ้นในปริมาณหนึ่งด้วย กรดอะมิโนบางชนิดที่เกิดจากการย่อยนี้เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำตาล จะทำให้ผลิตภัณฑ์เกิดสีน้ำตาลเข้ม

ในการผลิตซีอิ๊วเคมีได้พบว่า มีรสชาติแตกต่างจากซีอิ๊วหมักดั้งเดิม จึงได้พยายามที่จะปรับสีและรสชาติให้ใกล้เคียงกับของดั้งเดิม แต่ก็ยังไม่ใคร่สำเร็จนัก กลิ่นรสหลายอย่างที่พบในซีอิ๊วหมักสูตรดั้งเดิมเกิดขึ้นจากการทำงานของ จุลินทรีย์และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างช้าๆ ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นได้ในปฏิกิริยาเคมีที่รวดเร็วและรุนแรงเหมือนการผลิต ซีอิ๊วเคมี อย่างไรก็ตามผู้เขียนรู้สึกว่าผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ยอมรับในความแตกต่าง เหล่านี้ได้ และตัดสินว่าซอสปรุงรสเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่แตกต่างจากซีอิ๊วหมัก ธรรมดา และยังให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเหมาะในการปรุงอาหารบางประเภทด้วย

ส่วนประกอบในซอสปรุงรส

หลังจากได้เข้าใจวิธีการผลิตพอสังเขปแล้ว เราก็เข้ามาถึงส่วนที่น่าสนใจที่สุด ก็คือ การอ่านส่วนประกอบบนฉลาก ซึ่งผมก็ได้เห็นความหลากหลายพอสมควร จึงต้องแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้
1. โปรตีน หมายถึงโปรตีนที่ใช้เป็นแหล่งของกรดอะมิโน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการให้สี กลิ่น รส ของผลิตภัณฑ์ และมักระบุบนฉลากว่า โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง ซอสถั่วเหลือง ถั่วเหลืองบีบน้ำมัน หรือถั่วเหลือง ทุกแบบมีความหมายเดียวกัน คือ ใช้ถั่วเหลืองซึ่งผ่านการสกัดไขมันออกแล้ว (กระบวนการผลิตซีอิ๊วเคมีไม่ใช้วัตถุดิบที่มีไขมันปนอยู่มาก เพราะจะทำให้มีกลิ่นเหม็นของไขมันที่ถูกย่อย) มาผลิตเป็นซีอิ๊วเคมี แล้วจึงนำมาปรุงรสชาติ

นอกจากนี้ยังพบว่า มีการใช้โปรตีนจากแหล่งอื่นด้วยเช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด เคซีน (โปรตีนนม) อย่างไรก็ตาม บางยี่ห้อก็เพียงระบุว่าโปรตีน ปริมาณของแหล่งโปรตีนที่ใช้ในช่วงที่ผลิตซีอิ๊วเคมีก็ดี หรืออัตราส่วนของซีอิ๊วเคมีที่นำมาผสมกับส่วนผสมอื่นเพื่อผลิตเป็นซอสปรุงรส ก็ดี ย่อมมีผลโดยตรงต่อเปอร์เซ็นต์โปรตีนในผลิตภัณฑ์ ดังจะเห็นว่าในซอสปรุงรสหลายยี่ห้อได้กำหนดเกรดและราคาตามระดับโปรตีน เช่น ร้อยละ 10 ร้อยละ 15 และร้อยละ 20

2. น้ำตาล ซอสปรุงรสที่จำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่เติมน้ำตาลในปริมาณที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ร้อยละ 1.2–10 น้ำตาลที่เติมลงไปเพื่อช่วยในเรื่องรสชาติ และอาจจะมีผลทำให้สีของผลิตภัณฑ์ดีขึ้นด้วย

3. เกลือ โดยทั่วไปซอสปรุงรสทุกยี่ห้อน่าจะมีปริมาณเกลืออยู่ร้อยละ 18–21 อย่างไรก็ตาม มีเพียง 3-4 ยี่ห้อเท่านั้นที่ระบุว่า มีการเติมเกลือ โดยที่ยี่ห้ออื่นเพียงแต่ระบุว่า มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองหรือโปรตีนสกัด ทั้งที่ในกระบวนการผลิตส่วนผสมเหล่านี้ได้มีเกลือเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นในกรณีนี้ผู้บริโภคจะต้องเข้าใจได้เองว่าในซอสเหล่านั้นมีส่วนผสมของ เกลืออยู่ในปริมาณสูงทั้งสิ้น

ผมได้พบว่า มียี่ห้อหนึ่งระบุเป็นภาษาไทยว่าโปรตีนสกัดจากถั่วเหลืองและน้ำ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคที่ไม่ทราบกระบวนการผลิตเข้าใจผิดว่าไม่มีเกลือผสม อยู่ เพราะคำว่า “โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง” อาจทำให้ผู้บริโภคคิดว่าเป็นคนละชนิดกับซีอิ๊วเคมีหรือซอสปรุงรส ทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ฉลากส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า hydrolyzed vegetable protein and salt (ผมอยากแปลเป็นภาษาไทยว่า โปรตีนพืชย่อยสกัดและเกลือ) ซึ่งมีความหมายที่กระจ่างชัดและถูกต้องกว่าภาษาไทย

ในสถานการณ์ที่ผู้บริโภคหลายกลุ่มต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการบริโภคเกลือ เพื่อรักษาสุขภาพนี้ จึงอยากจะขอให้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาควบคุมฉลากอาหารประเภทนี้ให้ รัดกุมและสื่อความหมายที่ถูกต้องกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

4. วัตถุปรุงแต่งรสอาหาร ซอสปรุงรสบางยี่ห้อระบุว่าไม่มีการเติมผงชูรสและไม่มีวัตถุกันเสีย ในขณะที่บางยี่ห้อระบุว่า ใช้ผงชูรสพร้อมระบุปริมาณ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ผงชูรสเกิดขึ้นได้เองในระหว่างกระบวนการผลิต แต่ผู้ผลิตบางรายก็อาจมีการเพิ่มเติมลงไปอีก จึงต้องมีการระบุ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาแพ้ผงชูรสในปริมาณต่ำก็อาจจะต้องระมัดระวังในการบริโภค ซอสปรุงรส ส่วนวัตถุกันเสียนั้นไม่จำเป็นต้องเติมในผลิตภัณฑ์นี้ เนื่องจากมีปริมาณเกลือที่สูงมากพอที่จะถนอมไว้ได้

ซอสปรุงรสเกือบทุกยี่ห้อมีการเติมไดโซเดียม-5’ –อิโนไซเนต (Disodium-5’ -Inosinate) และไดโซเดียม-5’ –กัวลิเนต (Disodium-5’ -Guanylate) ซึ่งเป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหารชนิดใหม่ที่นิยมกันมากขึ้น มักจะเรียกสั้นๆ ในวงการอุตสาหกรรมอาหารว่า ไอพลัสจี (I plus G) ซึ่งนอกจากช่วยในการปรุงแต่งรสอาหารแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปรุงแต่งรสอาหารของผงชูรสอีกด้วย

วิธีเลือกซื้อซอสปรุงรส
สนนราคา ของซอสปรุงรสแต่ละยี่ห้อไม่แตกต่างกันมาก อย่างไรก็ตามราคาของซอสยี่ห้อเดียวกันจะแตกต่างกันตามปริมาณโปรตีนที่ระบุ ปริมาณโปรตีนที่สูงกว่าจะมีราคาสูงกว่า ในการเลือกซื้อก็อยากจะแนะนำให้เลือกดูรสชาติที่ถูกใจ อย่าไปคาดหวังว่าจะให้ซอสปรุงรสเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับคุณและสมาชิกในครอบ ครัว เนื่องจากความเค็มจากปริมาณเกลือที่มีอยู่จะเป็นตัวจำกัดปริมาณซอสที่สามารถ เติมลงไปในอาหาร ซึ่งเป็นการจำกัดปริมาณโปรตีนที่จะได้รับด้วย ถ้าคุณถูกใจซอสปรุงรสชนิดโปรตีนต่ำ ก็เป็นบุญของคุณที่เสียเงินซื้อน้อยหน่อย แต่ถ้าคุณไปปิ๊งกับชนิดที่มีโปรตีนสูง ก็คงต้องเสียสตางค์เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย

ข้อสังเกตนี้ขอให้รวมไปถึง การเลือกซื้อซอสปรุงรสชนิดที่สั่งเข้าจากต่างประเทศด้วย เพราะราคาแพงกว่าชนิดที่ผลิตภายในประเทศถึง 3 เท่าตัว คุณต้องตัดสินความอร่อยและเอา 3 หาร หลังจากนั้นจึงค่อยตัดสินใจว่าจะซื้อมาบริโภคหรือไม่


jojo7000.com

เลือกที่นั่งบนเครื่องอย่างไรให้ปลอดภัย





เลือกที่นั่งบนเครื่องอย่างไรให้ปลอดภัย
ในสถานการณ์ปัจจุบันกับข่าวคราวเหตุการณ์อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่มีทั้งการสูญเสียและบางครั้งเราจะได้รับข่าว ของการรอดชีวิต ซึ่งหลายคนอาจมองว่า นั่นเองเป็นปฎิหารย์ ซึ่งหากเป็นกรณีเครื่องบินตกท่ามกลางพายุ หรือระเบิดบนอากาศแล้วก็ยากที่จะรอดชีวิต แต่หากเป็นเครื่องนำลงฉุกเฉิน ก็อาจจะมีทั้งผู้เสียชีวิตและผูรอดได้ คำถามที่ชวนสงสัยที่มักถามกับผู้รอดชีวิตเสมอๆ นั่นคือ"คุณรอดมาได้ยังไง แล้วคุณนั่งอยู่ตรส่วนไหนของเครื่องบิน"

แต่ก็มีอีกหลายเสียงที่แย่งว่า "นั่งตรงไหนมันก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้นแหละ" หรือไม่ก็ "แล้วแต่ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นตรงไหน"นี่ก็พิจารณาตามสถานการณ์

นิตยสารป๊อบปูลา มาแคนนิกส์ (The Popula Mechanics) เคยวิจัยโดยวิเคราะห์ทางสถิติไว้ว่า ที่นั่งบนเครื่องบิน นั่งด้านท้ายปลอดภัยกว่า ทั้งนี้จากการศึกษาสถิติจากอุบัติเหตุต่างๆ ของสารพัดสายการบินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่า ยิ่งอยู่ห่างจากหัวเครื่องบินเท่าไหร่ก็ยิงปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น โดยสถิติจากผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุบนเครื่องบินส่วนใหญ่ 40% มีที่นั่งบริเวณหางเครื่องบิน

นิตยสารดังกล่าว ได้นำข้อมูลอุบัติเหตุของเครื่องบินในสหรัฐฯ จำนวน 20 ครั้ง จากสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งสหรัฐฯ(NTSB) ตั้งแต่ปี 2514 จนถึง ส.ค. 2550 อย่างละเอียด ที่มีทั้งผู้รอดชีวิตและเสียชีวิตพร้อมทั้งข้อมูลแผนผังที่นั่งของผู้โดยสาร มาวิเคาระห์ว่า อุบัติเหตุแต่ละครั้ง ผูโดยสารในแต่ละที่นั่งมีสภาพเป็นอย่างไร โดยทีมงานได้เปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิต โดยแบ่งเครื่องบินออกเป็น4 ส่วน โดยได้ข้อสรุปว่า "ยิ่งใกล้หางยิ่งปลอดภัยกว่า"

อุบัติเหตุ 11 ใน 20 ครั้ง ผู้โดยสารที่นั่งแถวท้ายๆส่วนใหญ่ปลอดภัย หรือประสบอุบัตเหตุเบากว่า โดยใน 7 กรณีของกลุ่มนี้ผู้โดยสารที่ปลอดภัยนั่งอยู่ในแถวท้ายๆ อีกทั้งได้ยกตัวอย่างอุบัติเหตุในปี 2525 กับสายการบินฟอริดา (Air Florida) ที่เกิดขึ้นในวอชิงตันดีซี และปี 2515 กับอีสเทิร์น 727 (Eastern 727) ที่ท่าอากาศยานเคนนาดา ในนิวยอร์ก ซึ่งผู้โดยสารของทั้งของทั้ง 2 กรณีที่รอดชีวิตล้วนนั่งอยู่บริเวณหางของเครื่องบิน อีกทั้งมีกรณีดีซี-8 ของสายการบินยูไนเต็ด เกิดน้ำมันหมดกลางอากาศใกล้กับพอร์ตแลนด์ในปี 2519 มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ทั้งหมดล้วนนั่งอยู่ใน 4 แถวแรก

นอกจากนี้มีอุบัตเหุตเพียง 5 ครั้งเท่านั้นที่ผู้โดยสารบริเวณด้านหน้าประสบเหตุเบากว่าซึ่งเหตุการทั้ง 5 เกิดระหว่างปี 2531-2535 ส่วนใหญ่เพราะเหตุเกิดที่บริเวณปีก อย่างอุบัตเหตุในปี 2532 ที่ไอโอวา กับสายการบินยูไนเต็ด มีผู้โดยสารรอดชีวิต 175 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องผู้โดยสารส่วนหน้าปีกและส่วนหัว และอีก 3 ครั้งที่ทั้งผู้นั่งส่วนหัวและท้ายเครื่องมีโอกาสรอดชีวิตพอๆกัน

ส่วนผู้ที่นั่งบริเวณหัวลำปลอดภัยนั้น มีเพียง 1 กรณีเท่านั้น ในปี 2532 เครื่องโบอิง 737-400 ของสายการบินยูเอสแอร์(USAir) เกิดอุบัติเหตุบนทางวิ่ง (รันเวย์) มีผู้โดยสารเสียชีวิตเพี่ยง 2 สายคือ ผูที่นั่งในแถวที่ 21 และ 25

ภาพจากป๊อบปูล่า มาแคนนิกส์ที่แบ่งเครื่องบินออกเป็น 4 ส่วน เมื่อวิเคราะห์ตามสถิติ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ สีเขียน -ห้องผู้โดยสารส่วนท้าย (Rear Cabin) คือส่วนที่มีโอกาสรอดถึง 69% สีเหลืองประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ห้องผู้โดยสารที่บริเวณปีกและหน้าปีก มีอัตราการรอดชีวิต56% และส่วนสีแดง-ห้องผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และชั้นธุรกิจ (โFirst/Bussiness Class) มีโอกาสรอดชีวิต 49%(และยิ่งอยู่แถวหน้าโอกาสรอดต่ำลงไปอีก)

แม้จะเห็นว่าอัตราการรอดชีวิตหากเกิดอุบัติเหตุบนเครื่องบินไม่แตกต่างกัน มากนัก แต่ที่สำคัญไม่ว่าจะนั่งตรงไหนของเครื่องก็ตามเมื่อรัดเข็มขัดแน่นแล้ว ขอให้ตั้งใจฟังลูกเรือแนะนำกรณีฉุกเฉินต่างๆและประคองสติให้มั่นขณะเกิดเหตุ อย่าลืมว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ฉะนั้นต้องไม่ประมาท

ดังน้นการจัดการสาธิตเพื่อการเตรียมตัวของผู้โดยสารและความปลอดภัยบนเครื่องบิน เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้โดยสารไม่ควรละเลยเริ่มตั้งแต่

1. ผู้โดยสารต้องเก็บของไว้ในที่เก็บของเหนือศรีษะหรือใต้ที่นั่งด้านหน้า เพราะถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจะกลายเป็นสิ่งกีดขวางเส้นทางหนีของผู้โดยสารเอง

2.การ รัดเข็มขัดที่ถูกต้อง-ต้องรัดให้กระชับที่ระดับสะโพก หากเกิดเหตุฉุกเฉินเข็มขัดจะรั้งช่วงสะโพก ซึ่งถือเป็นจุดค่อนข้างแข็งแรง และต้องรัดเข็มขัดไว้ตลอดเวลาขณะนั่งประจำที่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราไม่รู้ว่าเครื่องบินจะตกหลุมอากาศตอนไหน

3.ควรปรับพนักเก้าอี้ให้ตั้งตรง พับเก็บโต๊ะหน้าที่นั่งและให้เปิดหน้าต่างทุกบาน เนื่องจากช่วงเครื่องบินกำลังบินขึ้นและบินลงนั้นกว่า 90 % ของอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสิ่งเหล่านั้นจะขวางทางขณะหนีออกจากตัวเครื่องบิน การเปิดกระจกตลอดการเดินทางผู้โดยสารจะได้มองเห็นสถารณ์ภายนอก ถ้าปิดหน้าต่างจะไม่รู้ว่าภายนอกเป็นอย่างไร

4.การใช้โทรโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณืการสือสารต่างๆ ไม่ควรใช้อย่างเด็ดขาด เพราะเคลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือจะรบกวนการติดต่อสื่อสารระหว่างนักบิน และหอบังคับการบินเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้

5.เวลาขึ้นเครื่องไม่ควรจะใส่ส้นสูง เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายในขณะที่เคลื่อนย้ายผู้โดยสารฉุกเฉิน โดยเฉพาะตอนอพยพผู้โดยสารจะต้องถอดรองเท้าและสไลด์ลงไปตามสไลด์ราฟท์ เพราะถ้าใส่ส้นสูงหรือรองเท้า อาจจะทำให้ส้นรองเท้าไปเกาะเกี่ยวกับเบาะ อาจทำให้เบาะร่วงและไม่อาจใช้การได้

นอกเหนือจากข้อมูลของการเลือกที่นั่งแล้ว การฟังลูกเรือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย และสาธิตอุปกรณืความปลอดภัยบนเครื่องบินก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้โย สารเอง

ที่มา jojo7000